สรุปตลาดทองคำเช้านี้ 2 พฤศจิกายน 2569: ทองคำฟื้นใกล้ $3,900 แรงขายหุ้นเทคผ่อนคลาย น้ำมันลดลง

เช้าวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2569 (ข้อมูล ณ 06:58 น. เวลาไทย) ราคาทองคำโลกหรือ Gold Spot ขยับขึ้นมาอยู่ที่ $3,897.87 ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 0.44% สาเหตุหลักมาจากแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เคยกดดันตลาดเริ่มเบาลง และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงหลังมีความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เมื่อน้ำมันถูกลง ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อก็ผ่อนตามไปด้วย ดอลลาร์และผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ จึงอ่อนตัวพร้อมกัน ทั้งหมดนี้เป็นลมส่งให้ทองคำดีดกลับ
สำหรับคนไทย มีอีกปัจจัยที่ต้องนับรวมคือเงินบาทที่อ่อนค่าลงเล็กน้อย เพราะราคาทองในประเทศคิดจากทองโลกคูณค่าเงินบาท เมื่อทั้งสองตัวขยับไปทางเดียวกัน ราคาทองไทยก็ได้แรงหนุนสองชั้น อย่างไรก็ตาม ภาพยังไม่สดใสทั้งหมด เพราะตลาดยังประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมสูงถึง 70% ซึ่งเป็นแรงต้านสำคัญของราคาทอง ใครอยากย้อนดูภาพเมื่อวาน อ่านได้ที่ สรุปตลาดทองคำเช้า 1 พฤศจิกายน 2569
ตัวเลขสำคัญเช้านี้
| รายการ | ค่า | เปลี่ยนแปลง | เวลาอ้างอิง |
|---|---|---|---|
| Gold Spot (ทองคำโลก) | $3,897.87 / ออนซ์ | +0.44% | 06:58 น. |
| Gold Futures (COMEX ส่งมอบ ธ.ค.) | $3,898.90 / ออนซ์ | -3.3% | 06:58 น. |
| ดัชนีดอลลาร์ (DXY) | 101.88 | -0.15% | 06:58 น. |
| ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี (US10Y) | 4.929% | -6.0 bps | 06:58 น. |
| โอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ย (ประชุม ธ.ค.) | 70% | – | 06:58 น. |
| น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) | $111.92 / บาร์เรล | -1.33% | 06:58 น. |
| น้ำมันดิบ WTI | $102.34 / บาร์เรล | -1.71% | 06:58 น. |
| ค่าเงินบาท (USD/THB) | 33.765 บาท | +0.15% (บาทอ่อน) | 06:58 น. |
| SPDR Gold Shares (ปริมาณทองที่ถือครอง) | 1,041.65 ตัน | – | 06:58 น. |
| หุ้นเหมืองทอง (GDX) | – | -5.21% | 06:58 น. |
| เงินทุนไหลเข้า Gold ETF (เดือน ก.ย.) | +67 ตัน | – | รายเดือน |
หมายเหตุ: ตัวเลขการเปลี่ยนแปลงของ Spot และ Futures ในอินโฟกราฟิกอาจอ้างอิงช่วงเวลาต่างกัน ผู้อ่านควรดูระดับราคาเป็นหลัก ซึ่งเช้านี้ทั้งสองราคาอยู่ใกล้กันมาก
ปัจจัยที่กดดันราคาทอง
1. แรงขายหุ้นเทคโนโลยี
เวลาหุ้นกลุ่มเทคถูกเทขายหนัก นักลงทุนบางส่วนจำเป็นต้องหาเงินสดมาเติมพอร์ตหรือวางหลักประกันเพิ่ม และสินทรัพย์ที่ขายได้ง่ายที่สุดมักเป็นตัวที่ยังมีกำไร ซึ่งรวมถึงทองคำด้วย ทองจึงไม่ได้ทำหน้าที่ “หลุมหลบภัย” ได้เต็มที่ในช่วงแรกของความปั่นป่วน เช้านี้แรงขายดังกล่าวเริ่มคลายตัว จึงเปิดทางให้ทองฟื้นขึ้นได้
2. ตลาดยังคาดว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกผล เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น การถือเงินฝากหรือพันธบัตรก็น่าสนใจกว่าการถือทอง ตัวเลขโอกาส 70% หมายความว่าตลาดให้น้ำหนักกับการขึ้นดอกเบี้ยค่อนข้างมาก ตราบใดที่ความคาดหวังนี้ยังอยู่ ราคาทองก็มีเพดานที่ขึ้นได้ไม่ง่าย ติดตามความคาดหวังของตลาดแบบรายวันได้ที่ CME FedWatch Tool
3. หุ้นเหมืองทองปรับลดลง
หุ้นบริษัทเหมืองทองมักเคลื่อนไหวแรงกว่าราคาทองหลายเท่า เพราะกำไรของเหมืองขึ้นกับส่วนต่างระหว่างราคาทองกับต้นทุนการขุด การที่กองทุนหุ้นเหมืองทอง GDX ลดลงถึง 5.21% สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนในกลุ่มทองยังไม่กลับมาเต็มที่ แม้ราคาทองเองจะเริ่มฟื้นแล้วก็ตาม
ปัจจัยที่ช่วยพยุงราคาทอง
1. น้ำมันลดลง ช่วยบรรเทาความกังวลเงินเฟ้อ
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 1.33% มาอยู่ที่ $111.92 และ WTI ลดลง 1.71% มาอยู่ที่ $102.34 ต่อบาร์เรล หลังมีความคืบหน้าในการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน น้ำมันเป็นต้นทุนของแทบทุกสินค้า เมื่อน้ำมันถูกลง แรงกดดันเงินเฟ้อก็ลดลง และทำให้ Fed มีเหตุผลน้อยลงที่จะต้องเข้มงวดหนัก แม้ราคาน้ำมันทั้งสองตัวจะยังยืนอยู่เหนือ $100 ก็ตาม
2. ดอลลาร์อ่อนค่า
ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ลดลง 0.15% มาอยู่ที่ 101.88 ทองคำในตลาดโลกซื้อขายเป็นดอลลาร์ เมื่อดอลลาร์อ่อน ผู้ซื้อที่ถือสกุลเงินอื่นจะซื้อทองได้ในราคาที่ถูกลง ความต้องการจึงมักเพิ่มขึ้น
3. US10Y Yield ลดลง 6 bps
ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีลดลง 6.0 bps เหลือ 4.929% ยิ่งผลตอบแทนพันธบัตรต่ำลง “ค่าเสียโอกาส” ของการถือทองซึ่งไม่ให้ดอกเบี้ยก็ยิ่งน้อยลง นักลงทุนจึงยอมถือทองมากขึ้น
4. ตัวเลขแรงงานสหรัฐฯ อ่อนแอกว่าคาด
เมื่อตลาดแรงงานเริ่มชะลอ ตลาดจะเริ่มตั้งคำถามว่า Fed จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยจริงหรือไม่ ข้อมูลลักษณะนี้มักช่วยลดแรงกดดันฝั่งดอกเบี้ย และเป็นบวกกับทองคำ
5. เงินบาทอ่อนค่า
ค่าเงินบาทอ่อนลง 0.15% มาอยู่ที่ 33.765 บาทต่อดอลลาร์ สำหรับคนไทยนี่คือแรงหนุนเพิ่มเติม เพราะทองหนึ่งออนซ์ที่ราคาเท่าเดิมในดอลลาร์ จะแปลงเป็นเงินบาทได้มากขึ้นเมื่อบาทอ่อน
6. เงินทุนยังไหลเข้า Gold ETF
ในเดือนกันยายนมีเงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำคิดเป็นทอง 67 ตัน ขณะที่กองทุน SPDR Gold Shares ซึ่งเป็น ETF ทองคำรายใหญ่ ถือทองอยู่ 1,041.65 ตัน ตัวเลขเหล่านี้บอกว่านักลงทุนสถาบันยังสะสมทองต่อเนื่อง ซึ่งเป็นฐานรองรับราคาในระยะกลาง
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
- 6 พ.ย. 2569 – ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) เดือนตุลาคม: ถ้าออกมาอ่อนต่อเนื่อง จะยิ่งลดน้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ย
- 10 พ.ย. 2569 – ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนตุลาคม: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อหลักที่ Fed จับตา
- 13 พ.ย. 2569 – ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนตุลาคม: สะท้อนต้นทุนฝั่งผู้ผลิต ซึ่งมักส่งต่อไปถึงราคาสินค้า
- 8–9 ธ.ค. 2569 – การประชุม Fed: เวทีตัดสินว่าจะขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดไว้ 70% หรือไม่
ตัวเลข NFP, CPI และ PPI เผยแพร่โดย สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) และส่วนใหญ่ประกาศช่วงค่ำตามเวลาไทย ดูช่วงเวลาซื้อขายของตลาดทองโลกเทียบเวลาไทยได้ที่ ตลาดทองเปิด-ปิดกี่โมง
สรุปสำหรับคนซื้อขายทองไทย
ภาพเช้านี้คือทองคำกลับมาฟื้นใกล้ระดับ $3,900 จากสามแรงหนุนหลัก ได้แก่ เงินเฟ้อที่ผ่อนลงตามราคาน้ำมัน ดอลลาร์ที่อ่อนตัว และผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง บวกกับเงินบาทที่อ่อนค่าซึ่งช่วยหนุนราคาทองในประเทศอีกทาง แต่ความเสี่ยงที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมยังเป็นเงาที่ตามอยู่ และหุ้นเหมืองทองที่ยังอ่อนแรงก็บอกว่าความเชื่อมั่นยังไม่เต็มร้อย
สัปดาห์นี้ตัวเลข NFP วันที่ 6 พ.ย. จะเป็นตัวชี้ทิศทางสำคัญ ผู้ที่ติดตามราคาทองควรดูราคาประกาศล่าสุดควบคู่กับข่าวเหล่านี้ ติดตามบทวิเคราะห์ตลาดทองทุกเช้าได้ที่ goldhip.com
บทความแนะนำ
ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน


